กินอาหารช่วยลดโลกร้อน

โลกร้อนเป็นมหันตภัยใหม่ที่กำลังส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงวิธีการแก้ปัญหาที่ไกลตัว เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ น้อยคนจะนึกถึงวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ นั่นคือการหันมากินอาหารมังสวิรัตินั่นเอง

การกินอาหารมังสวิรัติและการเปลี่ยนรูปแบบการกินอาหาร (เช่น ลดอาหารประเภทปิ้งและย่าง) โดยเฉพาะการหันมากินผักแทนเนื้อสัตว์เพื่อให้ลดการเลี้ยงสัตว์ลงจึงเป็นทางออกสำคัญที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ มีผลวิจัยเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเภทของอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งพบว่าการผลิตและการกินอาหารอเมริกันทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้มากว่าการกิน
อาหารมังสวิรัติถึง 1.5 ตันต่อปีและอาหารมังสวิรัติจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3,000 ปอนด์ต่อคนต่อปีเลย นอกจากนั้น การหันมากินอาหารมังสวิรัติยังเป็นการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชผักมากขึ้น เพราะพืชผักและต้นไม้เป็นตัวดูดจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในอากาศเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง ดังนั้น การเพิ่มพื้นที่ทางการเกษตรหรือแม้แต่การปลูกผักสวนครัวก็มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้

ข้อดีอีกประการของการหันมากินพืชผักคือสามารถจัดการกับขยะที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า การเผาขยะเป็นแหล่งมลพิษที่สำคัญที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก แม้การรีไซเคิ้ลจะสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ แต่การหันมากินอาหารมังสวิรัติจะสามารถลดปริมาณขยะที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเนื่องจากพืชมีประสิทธิภาพในการเผาไหม้ได้ดีกว่าเนื้อสัตว์ถึง 15 เท่า ทีนี้การกินมังสวิรัติเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนที่ถูกต้อง ก็คือควรเลือกกินผักผลไม้ตามฤดูกาลที่มีอยู่ในท้องถิ่น ส่งเสริมผักผลไม้ที่ใช้วิธีการปลูกตามวิถีพื้นบ้าน ไม่มีการใช้สารเคมีและไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม

การกินผักผลไม้ในท้องถิ่นจะช่วยลดการคมนาคมขนส่งสินค้าจากแดนไกลซึ่งเป็นตัวการอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่สำคัญ พืชผักที่มีอยู่ในท้องถิ่นเดิมไม่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมซึ่งอาจเป็นเรื่องหนึ่งที่นักกินมังสวิรัติกังวล ส่วนที่ว่าควรเลือกกินพืชผักตามฤดูกาลนั้นเนื่องจากการปลูกพืชผักนอกฤดูกาลต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ 10 เท่า โดยเฉพาะการจุดไฟเผาที่โคนต้น การใช้แสงไฟเพื่อเร่งผลผลิตหรือการเดินทางไปซื้อผลผลิตในแหล่งปลูกที่อยู่ไกล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งสิ้น

นอกจากนี้ การกินมังสวิรัติเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนยังหมายถึงการกินผักที่ปลูกตามวิถีพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษ วิธีการทำการเกษตรที่ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ดีที่สุดคือการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะใช้ปุ๋ยที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และจะช่วยดูดจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในดินได้เลยดีกว่าการทำการเกษตรแบบที่ใช้สารเคมี และอีกวิธีหนึ่ง การปลูกถั่วเหลือง และข้าวโพดด้วยวิธีการทำเกษตรอินทรีย์จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ โลกเราร้อนขึ้นทุกวัน แต่พวกเราทุกคนก็สามารถช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ทุกวันเช่นกันด้วยการหันมาช่วยกันกินอาหาร
มังสวิรัติก่อนที่ยุคน้ำแข็งครั้งหน้าจะมาถึงก่อนเวลาอันควร

อีกเรื่องที่เราช่วยกันได้คือหลีกเลี่ยงการกินอาหารแช่แข็งเพราะใช้พลังงานในการผลิตสูงถึง 10 เท่าของอาหารทั่วไป และควรหลีกเลี่ยงการบรรจุอาหารในถุงพลาสติกเพราะจะช่วยลดขยะลงได้ถึง 10 % ซึ่งเป็นผลไม้สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน อากาศได้นอกจากนั้น ยังพบว่าในการผลิตถุงพลาสติก ต้องใช้ต้นไม้ ทำให้เราสูญเสียตัวดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ดีไปไม่น้อยอีกด้วย นอกจากผลกระทบต่อ “โลกมนุษย์” แล้ว การเกษตรที่ใช้พลังงานมากยังก่อผลกระทบต่อ “ โลกธรรมชาติ” หรือสิ่งแวดล้อมด้วย รายงานขององค์การสิ่งแวดล้อมโลก แห่งสหประชาชาติระบุว่า การเกษตรแบบใหม่ที่ขยายตัวอย่างเข้มข้นทั่วโลก การเผาไหม้เชื้อเพลิง ฟอสซิล การปลูกพืชตระกูลถั่วอย่างกว้างขวาง การใช้ปุ๋ยซึ่งส่วนมากเป็นปุ๋ยไนโตรเจน (N) อย่าง
มากมาย ได้ก่อผลกระทบปริมาณของไนโตรเจนตามธรรมชาติในระบบนิเวศทั้งในดินและในน้ำ ทำให้มีปริมาณไนโตรเจนมากเกินขนาด จนระบบนิเวศเสียสมดุลเกิดผลเสียมากมาย

จะเห็นได้ว่ารูปแบบการกินของเราเป็นตัวกำหนดการใช้พลังงานและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการเกษตรด้วย หากเรายังมุ่งกินอย่างทันสมัยตามแบบตะวันตกหรือการกินนอกฤดูกาล นอกระบบนิเวศ (ร้อนชื้น) การผลิตในภาคการเกษตรจะต้องใช้พลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อมมาก โชคดีที่ปัจจุบันเรามีทางเลือกที่จะบริโภคแบบไม่ทำลายพลังงานและสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น เพราะมี
การผลิตในระบบเกษตรกรรมธรรมชาติมากขึ้น มีการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นเกษตรกรรมที่อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อมน้อยกว่า รักษาสมดุลของระบบนิเวศมากกว่า นอกจากนี้ยังพิสูจน์แล้วว่าได้ผลผลิตไม่น้อยไปกว่าเกษตรกรรมเคมี ข้อสำคัญที่สุดคือ ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ผลิต และเป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เราจึงมีทางเลือกว่า อาหารจานต่อไป ของเราจะลงทุนด้วยพลังงานและสิ่งแวดล้อมแบบไหน ทำลายหรืออนุรักษ์ธรรมชาติ คำตอบอยู่ที่อาหารมื้อนั้น เราคิดถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนหรือไม่ นอกจากความอร่อยและ “ทันสมัย