การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า

การใช้พลังงานไฟฟ้าและการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า

        พลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ แหล่งกำเนิดพลังงานมีหลากหลายรูปแบบ น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดพลังงานหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้าอยู่ในปัจจุบัน แต่น้ำมันเชื้อเพลิงก็จะหมดไปในไม่ช้าเนื่องจากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงเองก็เป็นต้นเหตุของมลพิษและภาวะโลกร้อน ดังนั้นเราควรจะตระหนักถึงข้อจำกัดนี้และพัฒนาหาแหล่งพลังงานทดแทนที่จะมาใช้แทนหรือร่วมกับน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นการอนุรักษ์พลังงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพึงปฏิบัติเพื่อที่จะใช้ทรัพยากรทางด้านพลังงานไม่ให้สูญเปล่า การอนุรักษ์พลังงานก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย 
        
        รัฐบาลของไทยเราได้ออกพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และ พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ 2) สำหรับโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมเพื่อช่วยให้มีการผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น โดยที่โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมจะต้องมีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานอย่างน้อย 1 คน ในการดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมาย

  

        ก่อนอื่นก็ต้องมารู้จักกับพลังงานทดแทนก่อนนะครับ พลังงานทดแทนสามารถแบ่งตามแหล่งที่มาได้เป็น 2 ประเภท คือ 
    
    1. พลังงานทดแทนจากแหล่งที่ใช้แล้วหมดไป อาจเรียกว่า พลังงานสิ้นเปลือง อันได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ หินน้ำมัน และทรายน้ำมัน เป็นต้น 
     
    2. พลังงานทดแทนที่ใช้แล้วสามารถหมุนเวียนนำมาใช้ได้อีก เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น 
 
    ในปี 2551 ประเทศไทยมีการใช้พลังงานปริมาณรวมทั้งสิ้น 66,284 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ทั้งนี้เป็นการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ 54,023 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 81.5 ของปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดที่เหลือเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียน 12,261 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.5 ในด้านการจัดหาซึ่งได้จากแหล่งในและต่างประเทศมีปริมาณสุทธิรวม 110,074 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยมีการนำเข้าสุทธิ 48,144 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.7 ของการจัดหาพลังงานทั้งหมด และผลิตในประเทศ 61,930 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56.3 (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน) จะเห็นได้ว่าประเทศเรายังมีการนำเข้าแหล่งพลังงานที่ยังสูงอยู่ การใช้พลังงานทดแทนสามารถช่วยประหยัดงบประมาณในการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในแต่ละปีด้วย แต่อย่างไรก็ตามพลังงานทดแทนเหล่านี้ยังต้องมีการพัฒนาให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นอีก (กระทรวงพลังงานมีแผนพัฒนาพลังงาน 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2551-2565 ที่ต้องการให้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้เป็นร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศ ในปี 2565)
 
 
            การอนุรักษ์พลังงานสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การประหยัดไฟฟ้าสามารถทำได้จาก 
    1) ลดหรือเลิกพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลือง เช่น ลดการเปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ เมื่อไม่มีคนอยู่ หรือเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ ปิดโทรทัศน์ทุกครั้งโดยไม่ใช้รีโมทปิด 
    2) หมั่นบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆให้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น เช่น ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศ ตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศที่ 25?C ไม่นำอาหารร้อนใส่ในตู้เย็นทันที ไม่เปิดตู้เย็นทิ้งไว้ ตั้งตู้เย็นห่างจากผนังอย่างน้อย 15 ซม. 
    3) เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือที่กินไฟฟ้ามากให้ประหยัดมากขึ้น เช่น ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดไฟมากขึ้น 
 
        ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และกระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกันทำโครงการ “ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5” ขึ้น ซึ่งฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 (อุปกรณ์ที่ได้ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คือ อุปกรณ์ที่มีอัตราการอัตราการประหยัดพลังงาน หรือ Energy Efficiency Ratio มากกว่า 11 หน่วย) เป็นสัญลักษณ์ที่ กฟผ. รับรองประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยมีสถาบันไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้ดำเนินการทดสอบ ปัจจุบัน มีอยู่ 8 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 
1. ตู้เย็น 
2. เครื่องปรับอากาศ 
3. หลอดตะเกียบ 
4. บัลลาสต์ 
5. พัดลม 
6. หม้อหุงข้าว 
7. โคมไฟประสิทธิภาพสูง 
8. ข้าวกล้อง (โครงการข้าวกล้องเบอร์ 5 เป็นโครงการสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่อยากให้คนไทยมีสุขภาพดีจากการรับประทานข้าวกล้อง) 
    
 
        ส่วนการประหยัดน้ำมันรถยนต์ก็สามารถทำได้ง่ายๆเช่น ไม่ขับรถเกิน 90 ก.ม./ชม.โดยไม่จำเป็น วางแผนเส้นทางก่อนเดินทาง ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่จอดติดเครื่องยนต์อยู่เฉยๆเป็นเวลานาน ไม่บรรทุกของเกินความจำเป็น ไม่ออกรถกระชาก ตรวจเช็คเครื่องยนต์เป็นประจำ มีลมยางที่พอดี และไส้กรองที่สะอาด หนึ่งในโครงการที่กระผมได้มีส่วนร่วมได้แก่ Efficient Lighting Management Curricula for ASEAN (ELMCA) เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมไฟฟ้าแสงสว่างและการจัดการประสิทธิภาพพลังงาน โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศอีก 4 สถาบัน (ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ ประเทศสหพันธรัฐเยอรมันนี ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์) โดยในหลักสูตรได้มีการผสมผสานวิชาการทั้งด้านวิศวกรรมไฟฟ้าแสงสว่างและสถาปัตยกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน หนึ่งในเรื่องที่สามารถนำมาใช้ในเรื่องการประหยัดพลังงานในประเทศเรา คือ การใช้แสงธรรมชาติ (Daylight) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากประเทศเรามีแสงอาทิตย์มากเกือบตลอดทั้งปี 
 
        ดังนั้นนอกเหนือจากการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) แล้ว เราก็ยังสามารถนำแสงธรรมชาติมาใช้ให้เหมาะสมเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างโดยไม่จำเป็นได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเราสามารถทำได้โดยใช้ความรู้จากออกแบบหน้าต่างหรืออาคารที่เหมาะสมเพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาในห้อง (สถาปัตยกรรมศาสตร์) ร่วมกับการใช้หลอดประหยัดไฟชนิดต่างๆ (วิศวกรรมไฟฟ้าแสงสว่าง) เช่น หลอดตะเกียบ หลอดผอมใหม่เบอร์ 5 หรือหลอด T5 (หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 หุน หรือ 5/8 นิ้ว) หนึ่งในตัวอย่างในเยอรมันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้แก่ การนำแสงธรรมชาติมาให้แสงสว่างโดยใช้ท่อนำแสง (Light pipes) ที่สถานีรถไฟใต้ดิน โดยมีการรวมแสงโดยใช้เลนส์ก่อนจะที่แสงจะสะท้อนไปตามท่อสะท้อนแสงที่ตั้งอยู่บนสถานี 3 ท่อดังในรูป ดังนั้นในวันที่มีแสงอาทิตย์ที่เพียงพอ ภายในสถานีรถไฟใต้ดินชั้นล่างแทบจะไม่ต้องเปิดไฟใช้เลย แต่ถ้าวันใดแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอก็มีการใช้แสงจากหลอดประหยัดไฟช่วย
    ในบางครั้งคนเราอาจไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรามีมันมากเกินไปก็ได้ ดังเช่นกรณีแสงอาทิตย์ที่บ้านเรา ซึ่งผิดกับทางเยอรมันซึ่งมีปริมาณแสงอาทิตย์น้อยกว่าบ้านเราแต่เขากลับให้ความสำคัญกับมัน (ข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีและงบประมาณก็เป็นส่วนสำคัญที่เราทำไม่ได้หรือทำแล้วไม่คุ้ม) ท้ายสุดนะครับเราสามารถประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องหลักของการพอประมาณมาใช้ในการอนุรักษ์พลังงานได้คือ ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ประหยัด พอดีและพอเพียงต่อความต้องการเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนร่วมกัน